โอ๋โอละเห่ ว่ากันด้วยเรื่องเพลงกล่อมเด็ก

เพลงกล่อมเด็กนั้นทุกคนคงจะคุ้นหูกันอยู่แล้ว อาจจะเคยโดนกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยเพลงกล่อมเด็กมานักต่อนักแล้วก็เป็นได้ คนทั่วไปก็เข้าใจว่าเพลงกล่อมเด็กก็แค่ร้องเพลงเพื่อให้ลูกตัวน้อยของเราหลับ แต่ลึกลงไปในบทเพลงเหล่านั้น มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตกาล จากรุ่นสู่รุ่น โดยที่เราไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด เรามาลองเจาะลึกในเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนมองข้ามกันไปสักหน่อย แล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ทุกคนเข้าใจเลย

ว่ากันว่าเพลงกล่อมเด็กนั้นมีที่มาจากการเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน แล้วได้พัฒนาขึ้นมาจากการที่มีคำคล้องจองในเรื่องที่เล่านั้นเป็นบทกลอนที่มีความสละสลวยขึ้นตามกาลเวลา บางครั้งเนื้อเรื่องอาจจะไม่มีความหมายหรือมีความหมายก็ได้ อาจเป็นเพียงแค่เรื่องของสิ่งรอบตัว ธรรมชาติต่าง ๆ ชุมชน เศรษฐกิจ หลักธรรมคำสอน นิยายต่าง ๆ หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ

จุดมุ่งหมายของเพลงกล่อมเด็กนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เพื่อให้หลับเท่านั้น แต่ยังมีความรักของผู้กล่อมที่มีต่อเด็กเอง ถ่ายทอดภาษาให้เด็กเรียนรู้ไปในตัว บอกความในใจที่มี ความทะนุถนอม ความสุข และอบอุ่นใจก่อนนอนจะทำให้การนอนหลับนั้นมีคุณภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตัวเด็กหลับและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และสมองที่ดีอีกด้วย

ลักษณะของเพลงกล่อมเด็กทั้งหลายนั้น ส่วนใหญ่ก็จะสืบต่อกันจากปากสู่ปากมาหลายรุ่น หากจะรู้ต้นตอจริง ๆ คงไม่สามารถหาได้ว่าใครคือคนคิดค้น ในเพลงกล่อมเด็กนั้นไม่มีแบบแผนหรือบันทึกไว้ เนื้อหาหรือคำในบทเพลงนั้นอาจเปลี่ยนแปลง หรือผิดเพี้ยนไปได้ตามเวลา อันเนื่องมาจากการหลงลืมของผู้กล่อม หรือตัวผู้กล่อมเองอาจเป็นคนมีความสามารถจึงแต่งเนื้อเพิ่มเติมลงไปอีก

ถ้าพูดถึงเพลงกล่อมเด็กในภูมิภาคของประเทศไทยนั้นจะมีแบบแผนที่คล้ายกันอยู่บ้างในภาคเดียวกัน ในส่วนภาคอื่นก็จะแตกต่างออกไป อันเนื่องมาจากภาษาของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ในภาคเหนือจะมีคำว่า อือ ขึ้นต้นเพลงอยู่เสมอ ในภาคใต้ก็จะมีคำว่า ฮาเหอ ขึ้นหัวอยู่บ่อยครั้ง ในภาคกลางนั้นจะมักจะมีคำว่า เอย ปิดท้ายบทเพลงอยู่ประจำ และในภาคอีสานนั้นจะมีคำขึ้นต้นว่า นอนสาหล่า

เพลงกล่อมเด็กนั้นจะไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย หากตัวผู้กล่อมเองไม่ได้ร้องโดยใส่ความรัก ความห่วงใยที่มีต่อตัวเด็กลงไปด้วย เพราะหากร้องด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว หรือโมโหแล้วนั้น นอกจากจะทำให้เด็กนอนไม่หลับ หรือหลับได้ค่อนข้างยาก ซ้ำยังส่งผลถึงจิตใจของตัวเด็กเองในอนาคตอีกด้วย เพราะเด็กจะซึมซับสิ่งเหล่านั้น ทั้งอารมณ์ขุ่นมัว ความก้าวร้าว จนในที่สุดเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมหรือนิสัยที่ไม่ดีนัก

โลกนี้กว้างยิ่งนัก มารู้จักแนวเพลงอื่นที่หาฟังยากกันบ้าง

แนวดนตรีในยุคนี้นั้นสามารถแตกแขนงออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้บางแนวจะมีต้นแบบมาจากที่เดียวกัน แต่ค่อย ๆ กลายเป็นแนวไปได้อย่างน่าแปลกใจ ไม่มีนักดนตรีคนไหนที่จะรู้จักกับดนตรีทุกแนวได้อย่างแน่นอน ที่น่าตกใจก็คือบางแนวดนตรีนั้นเหนือจินตนาการแบบที่ว่าคิดขึ้นมาได้ยังไงกัน บางแนวก็ฟังเพลินทีเดียว เพียงแต่คงไม่สามารถขึ้นไปตีแนวดนตรีกระแสหลักได้สักเท่าไรนัก ถึงตรงนี้ลองไปดูคร่าว ๆ กันว่ามีแนวดนตรีที่แปลกแหวกแนวเหนือจินตนาการกว่าที่นักฟังเพลงทั้งหลายจะเคยได้ฟังมาแค่ไหน

  1. Chiptune

Chiptune คือแนวดนตรีที่เป็นเสียงสังเคราะห์ที่สร้างสรรค์จากชิปของเกมบอย หรือเครื่องนินเทนโดในช่วงยุคประมาณ 80-90 คนที่อยู่ในยุคนั้นก็คงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับเสียงในเกมต่าง ๆ ที่พวกเราชอบเล่นกันในวัยเด็ก ซึ่งจะเป็นเมโลดี้แค่สั้น ๆ วนไปมา แต่ติดหูมากเลยทีเดียว ลองนึกถึงเพลงเปิดตัวในเกมสุดอมตะอย่างคอนทร้า ดนตรีแนวนี้ก็คือการนำเสียงพวกนั้นมาเรียบเรียงให้เป็นเพลง มีเนื้อร้อง เหมือนเพลงปกติทั่วไป แต่เวลาได้ฟังเพลงพวกนี้จะรู้สึกน่ารัก สนุกสนาน และเหมือนได้ย้อนอดีตไปในวัยเด็กอีกครั้ง

  • Bluegrass

แนวดนตรีเก่าแก่นี้ถือได้ว่าแนวนี้เป็นลูกหลานของบลูส์ แจ๊ส และคันทรี่ ออกมาในจังหวะที่ถือได้ว่ากระชับขึ้น เร็วขึ้น เครื่องดนตรีที่ขาดไม่ได้เลยก็จะมี แบนโจ กีตาร์ ถ้ามีแมนโดลินด้วยก็จะดีมาก แม้แต่เบสเองก็ต้องเป็นดับเบิลเบส แล้วส่วนใหญ่ดนตรีแนวนี้จะใช้แค่เครื่องอะคูสติกเท่านั้น แทบจะไม่มีเครื่องไฟฟ้าเลย เพื่อให้เสียงของเพลงออกมาจากตัวเครื่องดนตรีนั้นจริง ๆ โดยไม่ผ่านการแปลงสัญญาณจากที่ไหนเลย เนื้อหาในเพลงจะเป็นความเชื่อแบบดั้งเดิม ใกล้ชิดธรรมชาติ ศาสนา และยังนับได้ว่า Bluegrass ยังมีส่วนช่วยพัฒนาไปสู่แนวดนตรีร็อก แอนด์ โรล อีกด้วย

  • Ambient

เชื่อหรือไม่ว่าแนวดนตรีนี้เกือบทุกคนได้เคยฟังกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นแนวดนตรีชนิดหนึ่ง ความหมายของชื่อแนวดนตรีนี้ก็ตรงตัวเลย…บรรยากาศ จะทำให้ผู้ฟังได้รับรู้ถึงสิ่งรอบตัวในที่นั้น ๆ เพลงจะมีท่วงทำนองที่เนิบช้า ส่วนใหญ่เป็นเสียงสังเคราะห์ บางทีจะเป็นเสียงเปียโน หรือเสียงลม เสียงหยดน้ำบ้าง ผู้ที่ได้ฟังจะรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยลดอาการตึงเครียดได้เป็นอย่างดี มีสมาธิมากขึ้น เพราะเพลงจะเป็นเหมือนบรรยากาศรอบตัว ทำให้สมองของเราไม่ต้องไปโฟกัสที่เพลงมาก สมาธิก็จะไปตกอยู่ในสิ่งที่ทำจึงมีสมาธิมากกว่า

ทั้งสามแนวดนตรีที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นดนตรีกระแสรอง จึงไม่ค่อยมีเพลงฮิต หรือศิลปินที่โด่งดังมากนัก เป็นนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเลยทีเดียวสำหรับนักฟังที่เบื่อกับการเสพเพลงแนวเดิม ๆ แล้ว

ลิซ่า โอโนะ บอสซาโนว่าหัวใจแซมบ้าเลือดอาทิตย์อุทัย

หญิงสาวผู้นี้เกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล จนอายุได้ 10 ปีเธอจึงย้ายมาอยู่กับครอบครัวที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และได้ใช้ชีวิตไป ๆ มา ๆ ระหว่างบราซิลและญี่ปุ่น ความสามารถในการร้องเพลงและเล่นกีตาร์ของลิซ่านั้นเริ่มมาจากพ่อของเธอเปิดร้านอาหารบราซิลเลี่ยน และการเป็นนักร้องประจำในร้านนี่เองที่เหมือนเป็นดั่งอะคาเดมีที่ฟูมฟักให้ลิซ่าได้ซึมซับดนตรีบราซิลเลี่ยน และบอสซาโนว่าเรื่อยมา

                ลิซ่า โอโนะ ได้แจ้งเกิดในฐานะศิลปินเมื่อตอนอายุ 27 ปี กับอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า Catupiry ความโด่งดังของลิซ่านั้นฉุดไม่อยู่ทันที ด้วยฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ค่อนข้างเฉพาะตัว เสียงร้องที่ฟังแล้วชวนหลงใหล และความมีเสน่ห์ในรอยยิ้มของเธออีกด้วย ลิซ่าเป็นที่รู้จักในวงการบอสซาโนว่าและบราซิลเลี่ยนเป็นอย่างมาก อัลบั้ม Dream ในปีค.ศ. 1999 นั้นขายได้กว่าสองแสนชุดในญี่ปุ่น ความสามารถของลิซ่ายังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพลงบอสซาโนว่า บราซิลเลี่ยน และแจ๊สของลิซ่านั้นยังขับร้องเป็นภาษาอื่น ๆ นอกจากภาษาโปรตุเกสและอังกฤษที่ถนัดได้อีกหลายภาษา อาทิเช่น ภาษาจีนในเพลง เหอ ยื่อ จวิน ไจ้ ไหล ภาษาเกาหลีในเพลง อารีรัง ภาษาไทยในเพลง สายชล และภาษาฝรั่งเศสกับอัลบั้ม DANS MON ILE ในปีค.ศ.2003 ซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มที่ควรหามาฟังเป็นอย่างยิ่ง

                เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า บอสซาโนว่าช่วยให้ผู้คนที่เร่งรีบนั้นได้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศของเพลง มันรู้สึกอบอุ่น น่ารัก เรียบง่าย และนุ่มนวล ในส่วนของการทำเพลงนั้นไม่มีอะไรที่ยากเลยในการทำเพลงของเธอ เพราะเธอชอบและทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ตั้งใจและพยายามกับมันให้สุดความสามารถ เธอพูดถึงประเทศญี่ปุ่นของเธอว่าที่นั่นผู้คนเปิดรับดนตรีหลายแนวมาก ทำให้แจ๊สก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับที่นั่นด้วย ท้ายสุดแรงบันดาลใจของเธอคือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเธอ ทุกความสุข ทุกความทุกข์ และทุกความเศร้า เธอสามารถแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็นบทเพลงที่ทุกคนชื่นชอบได้

ลิซ่า โอโนะ ถือเป็นหนึ่งในศิลปินแนวบอสซาโนว่าที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก และแม้ปัจจุบันอายุของเธอจะล่วงมาถึง 57 แล้ว ผลงานของเธอนั้นมีมากมายหลายอัลบั้ม ทุกอัลบั้มล้วนคู่ควรแก่การหามาฟังอย่างที่สุด แถมเธอยังเคยมาทำการแสดงที่ประเทศไทยในคอนเสิร์ต The River Jazz Festival ในปีค.ศ.2012 อีกด้วย นักฟังเพลงสายชิลที่หลงใหลในแนวเพลงบอสซาโนว่าทั้งหลาย น่าจะรู้จักเธอกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว และหลายคนอาจเคยฟังผลงานของเธอในร้านกาแฟมาโดยไม่รู้ตัว และหากใครที่ยังไม่เคยได้สัมผัสผลงานของเธอนั้น ต้องขอบอกเลยว่าได้พลาดเป็นอย่างมาก

ไม่ง่ายเลย มาดูขั้นตอนการผลิตงานดนตรีกันเถอะ

เพลงหนึ่งเพลงที่เราได้ยิน หรือที่กำลังร้องตามอยู่นั้น ทุกคนจะรู้ไหมว่ามันมีที่มาอย่างไรบ้าง ยากง่ายเพียงใด ใช้คนกี่คน หรือต้องใช้งบประมาณเท่าใด บางเพลงเหมือนมีแค่เสียงร้องกับกีตาร์ บางเพลงมีเสียงอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด เสียงเหล่านั้นมันคือเสียงอะไรกันล่ะ? น่าจะมีคนที่สงสัยอยู่บ้าง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกัน ลองมาดูขั้นตอนกันแบบทีละขั้นเลยว่ามีอะไรบ้าง


1. แต่งเพลงก่อนเลย

นี่เป็นจุดเริ่มของทุกอย่างในเพลงอยู่แล้ว บางคนอาจจะเรียกเขียนเพลง บางคนเรียกประพันธ์เพลง ล้วนมีจุดมุ่งหมายและผลลัพธ์เดียวกันทั้งนั้น การแต่งเพลงนั้นไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าผู้แต่งอยากจะให้เพลงออกมาเป็นเช่นไร ในส่วนที่ผู้ฟังจะชอบหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง ผู้แต่งบางคนอาจจะถนัดเขียนแค่เนื้อร้อง ทำให้ต้องมีผู้แต่งทำนองอีกคนมาเพื่อใส่ดนตรี หรือผู้แต่งที่มีฝีมือมากกว่านั้นก็จะทำเองทั้งหมด โดยอาจจะจดลงใส่กระดาษธรรมดา หรือเขียนเป็นโน้ตเพลง หรืออาจจะบันทึกใส่มือถือเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

2. เดโม หรือไกด์

หลังจากขั้นตอนแรกแล้ว เราก็จะมาสู่การทำเดโมหรือไกด์เพลงเพื่อต่อยอดไปอีกขั้น ในขั้นนี้ตัวผู้แต่งเองก็จะนำไอเดียหรือเพลงที่แต่งไว้มาบันทึกเป็นไฟล์เสียงเพื่อให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เป็นตัวอย่างสำหรับศิลปินหรือผู้ที่จะมาเล่นเพลงนั้น ๆ ต่อไป โดยการบันทึกเสียงนั้นปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกอย่างมากมาย เช่น บันทึกในมือถือที่ห้องของตัวเองได้เลย หรือถ้าใครมีเวลาและงบประมาณสักหน่อย ก็สามารถไปบันทึกเสียงที่ห้องซ้อมดนตรีหรือห้องอัดได้เลย ส่วนใหญ่คุณภาพก็จะอยู่ตามราคาที่จ่ายไป โดยเพลงที่ออกมานั้นจะยังไม่ลงรายละเอียดลึกมากนัก อาจจะแค่บันทึกลงไปว่าท่อนอินโทรขึ้นอย่างไร ร้องอย่างไร ท่อนฮุคอย่างไร โดยไม่ได้คำนึงถึงย่านความถี่หรือการปรับที่ละเอียดมากนัก เพราะตัวเดโมนี้เอง ทางผู้แต่งสามารถนำไปเสนอค่ายเพลง หรือไปให้เพื่อนฟังเพื่อปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้นได้อีก

3. มาสเตอร์ริ่ง

ในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะเป็นการนำเพลง หรือเดโมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น มามิกซ์เสียงหรืออัดใหม่ โดยใส่ใจในรายละเอียดยิ่งกว่าเดิม เช่นในเรื่องของอารมณ์ของเสียงร้อง การวางไมค์ในห้องอัด การปรับแต่งทีละเครื่องดนตรีให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่งบประมาณของแต่ละคนจะมี ก่อนที่จะออกสู่โสตประสาทของแฟนเพลงหรือผู้ฟังต่อไป ทั้งสามขั้นตอนนี้อาจจะใช้คนเพียงแค่คนเดียว หรืออาจจะหลายคนมากก็ได้ ไม่มีอะไรตายตัวแน่นอน

การทำผลงานเพลงออกมาเพลงหนึ่งนั้นดูเหมือนจะไม่ยากเท่าไร แต่จริง ๆ แล้วต้องอาศัยความสามารถของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเพลงที่ทำอย่างที่สุด ซึ่งเป็นความสามารถที่ต้องอาศัยการฝึกฝน และใช้เวลากับประสบการณ์พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นคนเรียบเรียงเพลง หรือคนมิกซ์เพลงในห้องอัด เพื่อให้ผลงานออกมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

น้องอยากฟังบ้าง…ดนตรีกับสัตว์เลี้ยงในบ้านคุณ

ดนตรีกับมนุษย์นั้นอยู่คู่กันมานานแสนนานแล้ว อดีตใช้เป็นเพลงประจำเผ่าบ้าง ผ่านไปใช้เป็นเพลงปลุกใจบ้าง ผ่านไปอีกใช้เป็นสิ่งโชว์ความสามารถบ้าง ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีดนตรีในหัวใจทั้งสิ้น เวลาจนมาถึงปัจจุบันที่ดนตรีพัฒนามาจากเดิมค่อนข้างมาก เริ่มจากเพื่อแสดงโชว์ งานอดิเรก จนสามารถนำไปใช้บำบัดโรคภัย อาการเครียด สิ่งรบกวนจิตใจ หรือแม้กระทั่งเพิ่มดัชนีความสุขให้แก่ตนเอง แต่ใครจะรู้บ้างว่าจริง ๆ แล้วนั้น นอกจากมนุษย์ ดนตรีก็มีผลกับสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

เหล่าสัตว์เลี้ยงในบ้านของเรานั้นมีพิสัยการได้ยินที่แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ อย่างสุนัขนั้นมีความสามารถในการได้ยินดีกว่ามนุษย์ถึง 16 เท่า และแมวตัวน้อย ๆ นั้นมีการได้ยินเสียงที่เป็นความถี่ต่ำเช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้ยิน แต่เสียงที่เป็นความถี่สูงนั้น แมวสามารถได้ยินดีกว่ามากมายเลยทีเดียว แมวจึงสามารถได้ยินเสียงร้องของหนูในบ้านหรือแมลงตัวเล็ก ๆ ได้ดีกว่าคนอย่างเรา จึงไม่แปลกที่เรามักจะเห็นแมวทำตาโต ไปด้อม ๆ มอง ๆ ในครัวอยู่บ่อยครั้งทั้งที่มนุษย์อย่างเรายังไม่ได้ยินอะไรเลย

มีการทดลองหนึ่งมีผลว่า การเปิดเพลงบรรเลงเปียโนนุ่ม ๆ ของโมซาร์ทแบบแผ่วเบา นั้น ทำให้บรรดาสัตว์ทดลองอย่าง แมว และหนู มีพัฒนาการทางสมองดีขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ผ่อนคลายขึ้น กระวนกระวายน้อยลง ความก้าวร้าวลดลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฟังเพลง และในกลุ่มที่ต้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ หรือโรคต่าง ๆ ก็มีผลทำให้สัตว์ตัวนั้น ๆ รับมือต่อสู้กับอาการบาดเจ็บไปในทางที่ดีขึ้น จึงมักนิยมใช้เพลงคลาสสิกในการช่วยผ่อนคลายสัตว์เลี้ยงให้มีอารมณ์ดี ในทางกลับกันมีการทดลองที่เปิดเพลงของวงร็อกชื่อดังอย่างเอซีดีซี กลับทำให้สัตว์เครียดมากขึ้น กระสับกระส่าย งุ่นง่าน และมีความก้าวร้าวมากขึ้นด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น แนวเพลงหรือตัวศิลปินไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลการทดลองข้างต้นแต่อย่างใด หากแต่เกี่ยวข้องกับโทนเสียง ความสูงต่ำ และความดังเบาของเพลงนั้น ๆ มากกว่า เนื่องจากสัตว์จะชอบในเสียงเพลงที่มีคลื่นความถี่ตรงกับตัวเอง จะรู้สึกผ่อนคลายได้มากกว่าดนตรีเร็ว ๆ หรือเปิดเสียงดังอันทำให้เกิดความเครียดและอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลถึงนิสัยที่ดุร้ายอีกด้วย

ปัจจุบันทุกคนสามารถหาเพลงให้บรรดาสัตว์เลี้ยงของตนเองได้ไม่ยากนัก ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หลายเว็บไซต์ก็มีให้เลือกฟังออนไลน์กันอย่างมากมาย สามารถเข้าไปเลือกเพลงที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของตนเองได้อย่างเต็มที่ แล้วลองสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงดูด้วยว่ามันเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือแย่ลง จะได้หาเพลงที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้องเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของเหล่าเพื่อนซี้ต่างสปีชี่ส์ของเรา ที่สำคัญก็จะส่งผลแห่งความสุขมาให้พวกเราเหล่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

เทพจุติแล้ว…เหล่าศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะทางดนตรี

นักดนตรีบนโลกใบนี้นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ดาวรุ่งพุ่งแรงบ้าง รุ่นเก๋าในวงการบ้าง ซุปเปอร์สตาร์บ้าง หรือจะเป็นพวกที่มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มบ้าง ทั้งหมดล้วนมีฝีมือทางดนตรีที่แตกต่างกันไปตามที่แต่ละคนถนัด แต่จะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะทางดนตรี และมีผลงานระดับตำนานเป็นดั่งคัมภีร์แห่งดนตรีไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา โดยขอแบ่งเป็นตามยุคสมัยต่าง ๆ กัน ไปดูกันว่าเหล่าเทพแห่งดนตรีนั้นมีใครกันบ้าง

  1. ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven ค.ศ.1770-1827)

จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาผู้นี้จะต้องได้รับเกียรติให้กล่าวถึงเป็นอันดับแรก กับผลงานสุดยอดอันมากมายและการปฏิวัติวงการดนตรีจากยุคคลาสสิกมาสู่ยุคโรแมนติก จากเด็กที่ฐานะทางบ้านไม่ดีนักพ่อของเขาจึงเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่เด็กเพื่อให้หาเลี้ยงครอบครัวได้ และมาฉายแววตอนอายุ 17 ปี ในวันที่เขาได้มีโอกาสมาแสดงสดต่อหน้าโมซาร์ท และโมซาร์ทได้กล่าวไว้ว่า เด็กคนนี้จะต้องกลายเป็นศิลปินระดับโลกอย่างแน่นอน เขามีบุคลิกที่หยิ่ง อารมณ์แปรปรวน ไม่ยอมใคร มีความคิดนอกกรอบและแหกกฎแห่งดนตรีในยุคนั้น จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตอยู่หลายครั้ง และเคราะห์ร้ายอย่างหนักเมื่อเขาต้องมาสูญเสียการได้ยินไปอย่างถาวร แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเลิกเป็นนักดนตรีแต่อย่างใด ซ้ำยังสามารถประพันธ์เพลงที่เป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้อีกมากมาย

  • ไมเคิล แจ๊กสัน (Michael Jackson ค.ศ.1958-2009)

ราชาเพลงป๊อปผู้นี้มีผลงานตั้งแต่อายุได้เพียง 5 ปีเท่านั้นกับวง เดอะ แจ๊กสัน ไฟว์ ก่อนที่จะเริ่มมาเป็นศิลปินเดี่ยว จากนั้นโลกก็ไม่เคยมีใครที่ไม่รู้จักเขาคนนี้อีกเลย ด้วยเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์บวกกับท่าเต้นที่เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย ถึงแม้ในบางช่วงเขาจะมีข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กในช่วงปี ค.ศ.1993 บ้าง ถึงจะเป็นการทำให้ชื่อเสียงเขาเสียหาย แต่ ไมเคิล แจ๊กสัน นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทลายกำแพงแห่งเชื้อชาติลงได้อยู่ดี และในอัลบั้ม Thriller นั้นก็ยังได้ถูกบันทึกไว้ว่ามียอดขายสูงสุดตลอดกาลอีกด้วย

  • เฟรดดี้ เมอร์คูรี (Freddie Mercury ค.ศ. 1946 –1991)

เขาคือฟรอนท์แมนแห่งวงควีน เขาเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวซ์เซอร์ และไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับการแสดงสดและเสียงที่ทำให้คนดูอยู่ภายใต้มนตร์สะกด อีกทั้งนิตยสารชื่อดังขนานนามให้เขาว่าเป็นนักร้องร็อกยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย เขาได้เสียชีวิตลงด้วยโรคปอดบวมจากการเป็นโรคเอดส์ในปีค.ศ. 1991 นั่นเอง Bohemian Rhapsody คือหนึ่งในเพลงระดับตำนานของวงควีน และมีเฟรดดี้เป็นผู้แต่งและนักร้องนำของวง ด้วยความซับซ้อนของเพลงที่ผสมผสานดนตรีร็อกเข้ากับโอเปร่าได้อย่างลงตัว ถึงแม้เขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่เสียงร้องอันทรงพลังของเขาก็ทำให้เพลงนี้อยู่ในใจของทุกคนไปอีกนานเท่านาน

ทั้งสามคนที่กล่าวมาล้วนเป็นระดับอัจฉริยะทางดนตรีอย่างแท้จริง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีศิลปินอีกมากที่มีความสามารถสูงและรอเวลาฉายแววความเป็นอัจฉริยะทางดนตรีให้โลกนี้ได้จดจำและเอาเป็นแบบอย่าง หรือแม้แต่ผู้ที่เริ่มหัดเล่นดนตรี ถ้ามีความมุ่งมั่น ตั้งใจมากพอ ความเป็นอัจฉริยะอยู่ไม่ไกลเกินความพยายามอย่างแน่นอน

เคลิ้มไปอีก 4 เพลงแจ๊สสุดโรแมนติก

หากคิดจะดินเนอร์ใต้เสียงเทียนกับคนที่ใช่แล้วล่ะก็…และถึงแม้มีบทเพลงมากมายบนโลกนี้ให้เลือกใช้ แต่อย่าลืมที่จะเลือกเปิดเพลงแจ๊สนุ่ม ๆ ชวนหลงใหลเคล้ากับอาหารแสนอร่อยไปด้วย จะช่วยเพิ่มระดับความฟินได้มากเลยทีเดียว แล้วถ้ายังไม่เคยฟังแนวนี้ หรือยังไม่รู้ว่าจะเลือกเพลงอะไรของศิลปินท่านไหนดี เรามีเพลงเพราะ ๆ หวานหยดย้อยมาให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของทุกคนด้วย

  1. Fly me to the moon ในเวอร์ชันของ Frank Sinatra

เพลงแจ๊สสุดอมตะตลอดกาลนี้ ซึ่งปัจจุบันมีศิลปินหลายท่านนำไปร้องอย่างมากมายหลายเวอร์ชัน บวกกับเสียงร้องอันสุดแสนจะโรแมนติกของ Frank Sinatra ที่ได้รับยกย่องให้เป็นนักร้องยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 จะทำให้ดินเนอร์ของคุณหวานเยิ้มจนมดขึ้นเลยทีเดียว

  • What a wonderful world ในเวอร์ชันของ Louis Armstrong

เพลงที่มีความหมายยอดเยี่ยมแบบนี้ ในท่อนอินโทรเพลงที่พูดถึงโลกอันสดใส และการร่วมมือกันผ่านความรักเพื่อทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ท่วงทำนองที่ชวนเคลิบเคลิ้ม และเสียงร้องแหบเสน่ห์ที่ไม่สามารถจะหาใครเลียนแบบได้ของศิลปินแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Louis Armstrong จะทำให้ดินเนอร์มื้อนี้อยู่ในความทรงจำของคุณไปตราบนานเท่านาน

  • L.O.V.E. ในเวอร์ชันของ Nat King Cole

หากดินเนอร์ของคุณมันดูราบเรียบเกินไปล่ะก็ ลองให้โอกาสศิลปินรุ่นเดอะผู้นี้มาเปลี่ยนบรรยากาศบนโต๊ะดินเนอร์แทนคุณสิ ลองเปิดเพลงนี้ดู ให้เพลงบรรยายถึงความรักของคุณแทนคำพูดและท่วงทำนองที่มีจังหวะขึ้นมานิดหน่อย อาจทำให้คู่ของคุณลุกขึ้นมาชวนคุณเต้นรำก็เป็นได้

  • La Vie En Rose ในเวอร์ชันของ Edith Piaf

มาถึงฝ่ายหญิงกันบ้าง เพลงภาษาฝรั่งเศสเก่าแก่เพลงนี้มีมายาวนานกว่า 70 ปี ถือว่าเป็นเพลงครูขึ้นหิ้ง ขับร้องโดย Edith Piaf นักร้องชาวฝรั่งเศส เชื้อสายอิตาลี-แอลจีเรีย ความโด่งดังของเธอนั้นมีมากมายในช่วงยุค 40-50 และเสียงกังวานที่น่าประทับใจของเธอก็ส่งผ่านมาทางเพลงนี้ เพียงแค่นั่งฟังเพลงนี้และได้มองตากับคู่ดินเนอร์ของคุณ มันก็เป็นความสุขเกินบรรยายแล้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างกับลิสต์เพลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เอาไว้ให้คุณเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในดินเนอร์สุดแสนโรแมนติก รับรองได้ว่าถ้าเปิดเพลงสี่เพลงนี้พร้อมกับแสงเทียนกลางโต๊ะอาหาร คุณจะรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในภาพยนตร์รักโรแมนติกเลยทีเดียว มาถึงตรงนี้แล้วอย่ารอช้าให้โอกาสหลุดลอยไป รีบโทรนัดคู่เดทของคุณ หาชุดที่คิดว่าดูดีที่สุดของคุณ แล้วจัดเพลย์ลิสต์เพลงแจ๊สเหล่านี้ลงในเครื่องเล่นไว้ให้พร้อม ที่เหลือคุณก็ทำแค่รอพบกับค่ำคืนอันสุดแสนวิเศษได้เลย

เก็บตังรอเลย! เทศกาลดนตรีระดับโลกที่ไม่ควรพลาดในชีวิตนี้

ไม่มีอะไรจะสุดเหวี่ยงไปกว่าไปการได้กระโดดโลดเต้นตะโกนร้องเพลงให้เสียงแหบแห้ง กินอาหารแสนอร่อย และเบียร์เย็น ๆ ในเทศกาลดนตรีอีกแล้ว ยิ่งถ้าไปกับก๊วนเพื่อนซี้รู้ใจด้วยแล้วนั้น รับรองได้ว่าเป็นความทรงจำแสนมีค่าที่จะเก็บไว้เม้าท์กันสนุกปากในบั้นปลายชีวิตเลยทีเดียว และที่กล่าวต่อไปนี้ถือได้ว่าเป็นการชี้เป้าให้ทุกคนได้เตรียมตัวเตรียมใจกันให้ดี นี่คือเทศกาลดนตรีระดับโลก ที่มีโชว์ของวงดนตรีระดับโลก ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

  1. Summer Sonic Festival

เริ่มจากเทศกาลที่ใกล้ประเทศไทยที่สุดก่อนอย่างซัมเมอร์โซนิค งานนี้เริ่มมีมาตั้งแต่ปีค.ศ.2000 ถึงความเก่าแก่จะไม่มาก แต่กลับได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปิดกว้างทางดนตรีเป็นอย่างมาก ไม่แปลกที่ไลน์อัพของงาน จะมีวงเจ๋ง ๆ จากหลายแนวเพลง และความยิ่งใหญ่อลังการภายในงาน โดยเทศกาลนี้จะจัดในฤดูร้อน ช่วงเดือนสิงหาคม และจุดเด่นของเทศกาลนี้ก็คือจะจัดทั้งหมด 2 วันใน 2 ภูมิภาค โอซาก้าของคันไซ กับโตเกียวของคันโต โดยจัดพร้อมกันในแต่ละวัน และในวันรุ่งขึ้นก็จะเป็นการสลับวงกันเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสชมศิลปินที่ชอบโดยที่ไม่ต้องเดินทางมาไกลมาก

  • Glastonbury Festival

เทศกาลดนตรีเก่าแก่จากประเทศอังกฤษ เริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ.1970 เป็นเทศกาลที่จัดบนผืนหญ้า ช่วงเริ่มแรกจะจัดเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่มาปัจจุบันเทศกาลนี้มีช่วงเวลาให้ได้ไปสนุกกันถึง 5 วันเลยทีเดียว โดยจะจัดในช่วงเดือนมิถุนายน โชว์ต่าง ๆ ของที่นี่ต้องยอมรับว่าได้ยินชื่อก็ต้องอยากชมทันที ล้วนแต่เป็นระดับโลกทั้งนั้น เท่านั้นยังไม่พอ เทศกาลนี้ไม่ได้มีดีแค่ดนตรีอย่างเดียว ยังมีการแสดงอื่น ๆ อีกมากมายหลายเวทีให้เลือกชม บอกได้เลยว่าใครที่ไปงานนี้ต้องวางแผนชมการแสดงต่าง ๆ ให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เสียเวลาหรือพลาดโชว์ที่ต้องการไปได้

  • Rock in Rio

ตั้งแต่ปีค.ศ.1985 เทศกาลนี้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ข้อสังเกตของงานเทศกาลนี้ก็คือถึงแม้จะใช้ชื่อว่า ริโอ แต่ก็ไม่ได้จัดที่กรุงริโอ ประเทศบราซิลเสมอไป บางปีก็ย้ายสถานที่ไปเมืองอื่นประเทศอื่นบ้าง ตามที่ผู้จัดเห็นสมควร ซึ่งก็มีข้อดีตรงที่ว่าเทศกาลนี้จะรู้สึกสดใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสบรรยากาศที่ต่างออกไปจากครั้งเดิม ๆ แต่ก็มีข้อเสียอยู่นิดหน่อยตรงระยะทางเท่านั้น เทศกาลนี้มีคำว่าร็อกอยู่ในชื่องาน แต่ไม่ได้หมายความว่าโชว์ในงานจะมีแต่วงร็อกเท่านั้น แต่ยังมีศิลปินจากหลากหลายสไตล์ ทั้ง แจ๊ส ฮิพฮอพ หรือป๊อปก็มีมาให้ชมกันอย่างจุใจ

ในปัจจุบันนี้มีเทศกาลดนตรีเกิดขึ้นหลายงานมาก ทั้งแบบรวมหลาย ๆ ศิลปิน หรืออาจจะเฉพาะแนว เพื่อให้เหล่าสาวกได้ตามไปชมวงที่ชอบกันได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ดีเวลาไปร่วมงานเทศกาลนั้น ไม่ว่าจะสนุกกันสุดเหวี่ยงแค่ไหน ก็อย่าลืมที่จะทำตามกฎระเบียบของเทศกาลนั้น ๆ อย่างเคร่งครัดกันด้วย เพื่อความเรียบร้อย และไม่ทำให้งานกร่อยนั่นเอง

Perfect Picth พรสวรรค์หรือคำสาป?

Perfect Picth นั้นคือความสามารถทางการได้ยินที่จะทำให้ผู้ที่เป็นนั้นได้ยินเสียงแล้วบอกได้ทันทีว่าเป็นโน้ตอะไร ไม่ว่าจะเป็นเสียงเดียวหรือหลายเสียง โน้ตดนตรีนั้นมีทั้งหมด 12 เสียง ไม่ง่ายเลยที่จะสามารถบอกได้ว่าโน้ตตัวนั้นคือเสียงอะไร ถ้าไม่ได้กำลังดูโน้ตบนกระดาษบรรทัด 5 เส้นอยู่ ผู้ที่เป็นก็จะสามารถแยกโน้ตทุกตัวออกจากกันแล้วบอกได้ว่าทั้งหมดเป็นโน้ตอะไรบ้างเพียงแค่ได้ยิน  ถ้าเปรียบเทียบเสียงเป็นสี ก็เหมือนกับผู้ที่เป็นจะได้ยินเป็นสี จึงแยกได้ชัดเจน แต่คนปกติจะได้ยินเป็นขาวดำ ทำให้ดูเหมือน ๆ กันไปหมด อีกทั้งความสามารถนี้ไม่ได้จำกัดอยู่กับเครื่องเครื่องดนตรีเท่านั้น เสียงจากธรรมชาติ อาทิเช่น เสียงนก เสียงรถยนต์ เสียงน้ำ ก็สามารถบอกได้อีกว่าอยู่ในระดับโน้ตอะไร

ความสามารถนี้เกิดจากอะไร?

เดิมทีจะเป็นที่รู้กันว่าความสามารถนี้จะต้องเป็นติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ปัจจุบันผลสรุปออกมาว่า Perfect Picth สามารถฝึกฝนให้เป็นได้ แต่ต้องอาศัยการฝึกซ้อม และความพยายามอย่างหนักเลยทีเดียว และในบางครอบครัว พ่อแม่เด็กจะเริ่มฝึกลูกของพวกเขาตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อหวังจะให้ได้เป็น Perfect Picth ในภายภาคหน้า

ดูเหมือนจะเป็นพรสวรรค์?

ข้อดีของผู้ที่เป็น Perfect Picth นั้นมีมากมาย แค่เปิดเพลงขึ้นมาก็สามารถรู้คีย์ของเพลงนั้นได้ทันที สามารถจินตนาการเสียงของโน้ตหลายตัวรวมกันเป็นคอร์ดในหัวได้ทันที สามารถตั้งเสียงของเครื่องดนตรีได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตั้งเสียง สามารถกลายเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นผู้ที่เป็น Perfect Picth นั้นดูเหมือนดั่งว่าได้รับพรสวรรค์แบบฟ้าประทานเลยทีเดียว

มองเป็นคำสาปได้หรือไม่?

ดูเหมือนว่าความสมบูรณ์แบบเกินไปจะไม่มีอยู่จริง คำพูดที่ว่า เก่งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อน ดูเหมือนว่านำมาใช้กับในกรณีของ Perfect Picth ได้ดีเลยทีเดียว ในการที่ผู้ที่เป็นนั้นจะสามารถจำเสียงโน้ตต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำภายในหัวของพวกเขา ดังนั้นเวลาที่พวกเขาได้ฟังเพลงที่มีความถี่ต่างไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดจากการที่เครื่องเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดจากการแสดงสด เพราะเวลาที่นักดนตรีทำการแสดงนั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถจะควบคุมเสียงให้ตรง Picth ตามค่ามาตรฐานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นผู้ที่เป็นจะรู้สึกขัดใจ หรือมีความตงิดอยู่ในหัว อันที่จริงข้อเสียเหล่านี้ก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร หากแต่จะทำให้ใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงเพลงได้ไม่ราบรื่นเท่าที่ควรนั่นเอง

ผู้ที่เป็น Perfect Picth หรือคนปกติทั่วไป ทั้งที่เป็นนักดนตรี หรือไม่ใช่ก็ตาม ควรรู้จักปรับตัวปรับความคิดบ้าง เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ข้อดีข้อเสียมีในทุกสรรพสิ่งเสมอ เพียงแต่เรานำข้อดีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วปรับตัวเพื่อให้ข้อเสียเหล่านั้น กลายเป็นไม่มีผลกับตัวเราก็เพียงพอแล้ว

ย้อนอดีต…ตำนาน J-Rock ที่หายไป

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน ดนตรีเจร็อกนั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งวงดนตรีญี่ปุ่นต่าง ๆ ที่ทุกคนพูดถึง ทั้งรายการทีวีต่าง ๆ ที่นำเสนอข่าวคราวของวงการดนตรีญี่ปุ่นก็มีอยู่ไม่น้อย อีกทั้งแฟชั่นของเจร็อกนั้นก็กำลังบูมถึงขีดสุดเลยก็ว่าได้ ก่อนที่เคป๊อปจะเข้ามาและทำให้เจร็อกค่อย ๆ หายไปจากประเทศไทย เราจะมาย้อนวันวานไปสู่ยุคนั้นอีกครั้ง ไปดูเหล่าเจร็อกที่เคยรุ่งโรจน์ในยุคนั้นกันเสียหน่อย

  1. ลูซิเฟอร์ (Lucifer)

บรรดาสาว ๆ ทั้งหลายคงจะไม่มีใครลืมวงนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะ มาโคโตะ นักร้องนำของวงที่มีหน้าตาอันหล่อเหลาเกินธรรมดา จนติดอันดับหนุ่มหล่อจากหลายสำนัก ดนตรีของวงนั้นเป็นเป็นเจร็อกที่หนักแน่น ขนานแท้ ได้รับการยกย่องทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในประเทศไทย ถึงแม้ไม่นานวงจะยุบไปแล้ว แต่มาโคโตะยังคงเดินหน้าต่อด้วยการเป็นศิลปินเดี่ยว

  • ลูน่าซี (Luna Sea)

เขยิบความเก๋าขึ้นไปอีกนิดกับวงนี้ ลูน่าซีก่อตั้งกันมาตั้งแต่ปีค.ศ.1989 ผลงานของวงมีมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงคอนเสิร์ตอำลาของวงในปี ค.ศ.2000 จากนั้นวงก็ได้ยุบไป จนเวลาล่วงเลยไป 10 ปี วงก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

ผลงานที่โดดเด่นของวงอย่างเพลง I for you ที่ต้องยอมรับว่าดังเป็นพลุแตกจริง ๆ

  • ลักอ็องเซียล (L’Arc~en~Ciel)

ชื่อวงมาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า สายรุ้ง จุดเริ่มต้นเมื่อปีค.ศ.1991แนวดนตรีของวงนั้นนับได้ว่ามีความหลากหลายพอสมควร มีการใช้เสียงสังเคราะห์ มีจังหวะที่หลากหลาย จึงทำให้วงนี้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างไปจนถึงอเมริกา และยุโรป L’Arc~en~Ciel ถือเป็นวงดนตรีที่ได้รับรางวัลจากที่ต่าง ๆ ค่อนข้างเยอะมากวงหนึ่ง

  • เอ็กซ์เจแปน (X-japan)

และแล้วก็มาถึงวงดนตรีรุ่นใหญ่ตัวจริงเสียงจริง ด้วยฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ผลงานอันโดดเด่นเป็นที่นิยมทั่วโลก แล้วการแสดงสดที่ใช้คำว่า สุด ก็คงจะดูไม่มากเกินไปนัก กับแนวดนตรีที่นับได้ว่าเป็นร็อกแบบเต็มสูบ ทางวงประกาศยุบวงเมื่อปีค.ศ. 1997 ฮิเดะ มือกีตาร์ของวงดูจะมีกระแสจากเหล่าแฟนคลับค่อนข้างมาก จนมาถึงจุดที่ช็อกวงการดนตรีทั่วโลกไปเลยกับการฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายในปีค.ศ.1998 แต่ภายหลังก็รับสมาชิกใหม่เข้ามาแทนฮิเดะ และทางวงยังมีผลงานใหม่ ๆ ออกมาให้ฟังกันอีกด้วย

ใครจำวงไหนกันได้บ้าง อันที่จริงไม่น่าจะมีใครไม่รู้จักหรือลืมวงที่กล่าวถึงไปหรอก ทุกวงนับได้ว่าเป็นระดับตำนาน ขวัญใจของเหล่าสาวกเจร็อกกันไม่เสื่อมคลายแน่นอน ทุกวันนี้ดนตรีเจร็อกก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้โด่งดังหรือเป็นกระแสในไทยได้เหมือนเดิม ที่สำคัญยังคงไม่สามารถจะเข้ามาเบียดแย่งตำแหน่งจากเคป๊อป ได้ง่าย ๆ เลย