โอ๋โอละเห่ ว่ากันด้วยเรื่องเพลงกล่อมเด็ก

เพลงกล่อมเด็กนั้นทุกคนคงจะคุ้นหูกันอยู่แล้ว อาจจะเคยโดนกล่อมให้เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยเพลงกล่อมเด็กมานักต่อนักแล้วก็เป็นได้ คนทั่วไปก็เข้าใจว่าเพลงกล่อมเด็กก็แค่ร้องเพลงเพื่อให้ลูกตัวน้อยของเราหลับ แต่ลึกลงไปในบทเพลงเหล่านั้น มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตกาล จากรุ่นสู่รุ่น โดยที่เราไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด เรามาลองเจาะลึกในเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนมองข้ามกันไปสักหน่อย แล้วจะเห็นว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ทุกคนเข้าใจเลย

ว่ากันว่าเพลงกล่อมเด็กนั้นมีที่มาจากการเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน แล้วได้พัฒนาขึ้นมาจากการที่มีคำคล้องจองในเรื่องที่เล่านั้นเป็นบทกลอนที่มีความสละสลวยขึ้นตามกาลเวลา บางครั้งเนื้อเรื่องอาจจะไม่มีความหมายหรือมีความหมายก็ได้ อาจเป็นเพียงแค่เรื่องของสิ่งรอบตัว ธรรมชาติต่าง ๆ ชุมชน เศรษฐกิจ หลักธรรมคำสอน นิยายต่าง ๆ หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ

จุดมุ่งหมายของเพลงกล่อมเด็กนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เพื่อให้หลับเท่านั้น แต่ยังมีความรักของผู้กล่อมที่มีต่อเด็กเอง ถ่ายทอดภาษาให้เด็กเรียนรู้ไปในตัว บอกความในใจที่มี ความทะนุถนอม ความสุข และอบอุ่นใจก่อนนอนจะทำให้การนอนหลับนั้นมีคุณภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตัวเด็กหลับและตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และสมองที่ดีอีกด้วย

ลักษณะของเพลงกล่อมเด็กทั้งหลายนั้น ส่วนใหญ่ก็จะสืบต่อกันจากปากสู่ปากมาหลายรุ่น หากจะรู้ต้นตอจริง ๆ คงไม่สามารถหาได้ว่าใครคือคนคิดค้น ในเพลงกล่อมเด็กนั้นไม่มีแบบแผนหรือบันทึกไว้ เนื้อหาหรือคำในบทเพลงนั้นอาจเปลี่ยนแปลง หรือผิดเพี้ยนไปได้ตามเวลา อันเนื่องมาจากการหลงลืมของผู้กล่อม หรือตัวผู้กล่อมเองอาจเป็นคนมีความสามารถจึงแต่งเนื้อเพิ่มเติมลงไปอีก

ถ้าพูดถึงเพลงกล่อมเด็กในภูมิภาคของประเทศไทยนั้นจะมีแบบแผนที่คล้ายกันอยู่บ้างในภาคเดียวกัน ในส่วนภาคอื่นก็จะแตกต่างออกไป อันเนื่องมาจากภาษาของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ในภาคเหนือจะมีคำว่า อือ ขึ้นต้นเพลงอยู่เสมอ ในภาคใต้ก็จะมีคำว่า ฮาเหอ ขึ้นหัวอยู่บ่อยครั้ง ในภาคกลางนั้นจะมักจะมีคำว่า เอย ปิดท้ายบทเพลงอยู่ประจำ และในภาคอีสานนั้นจะมีคำขึ้นต้นว่า นอนสาหล่า

เพลงกล่อมเด็กนั้นจะไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย หากตัวผู้กล่อมเองไม่ได้ร้องโดยใส่ความรัก ความห่วงใยที่มีต่อตัวเด็กลงไปด้วย เพราะหากร้องด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว หรือโมโหแล้วนั้น นอกจากจะทำให้เด็กนอนไม่หลับ หรือหลับได้ค่อนข้างยาก ซ้ำยังส่งผลถึงจิตใจของตัวเด็กเองในอนาคตอีกด้วย เพราะเด็กจะซึมซับสิ่งเหล่านั้น ทั้งอารมณ์ขุ่นมัว ความก้าวร้าว จนในที่สุดเด็กก็จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมหรือนิสัยที่ไม่ดีนัก

ไม่ง่ายเลย มาดูขั้นตอนการผลิตงานดนตรีกันเถอะ

เพลงหนึ่งเพลงที่เราได้ยิน หรือที่กำลังร้องตามอยู่นั้น ทุกคนจะรู้ไหมว่ามันมีที่มาอย่างไรบ้าง ยากง่ายเพียงใด ใช้คนกี่คน หรือต้องใช้งบประมาณเท่าใด บางเพลงเหมือนมีแค่เสียงร้องกับกีตาร์ บางเพลงมีเสียงอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด เสียงเหล่านั้นมันคือเสียงอะไรกันล่ะ? น่าจะมีคนที่สงสัยอยู่บ้าง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกัน ลองมาดูขั้นตอนกันแบบทีละขั้นเลยว่ามีอะไรบ้าง


1. แต่งเพลงก่อนเลย

นี่เป็นจุดเริ่มของทุกอย่างในเพลงอยู่แล้ว บางคนอาจจะเรียกเขียนเพลง บางคนเรียกประพันธ์เพลง ล้วนมีจุดมุ่งหมายและผลลัพธ์เดียวกันทั้งนั้น การแต่งเพลงนั้นไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าผู้แต่งอยากจะให้เพลงออกมาเป็นเช่นไร ในส่วนที่ผู้ฟังจะชอบหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง ผู้แต่งบางคนอาจจะถนัดเขียนแค่เนื้อร้อง ทำให้ต้องมีผู้แต่งทำนองอีกคนมาเพื่อใส่ดนตรี หรือผู้แต่งที่มีฝีมือมากกว่านั้นก็จะทำเองทั้งหมด โดยอาจจะจดลงใส่กระดาษธรรมดา หรือเขียนเป็นโน้ตเพลง หรืออาจจะบันทึกใส่มือถือเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

2. เดโม หรือไกด์

หลังจากขั้นตอนแรกแล้ว เราก็จะมาสู่การทำเดโมหรือไกด์เพลงเพื่อต่อยอดไปอีกขั้น ในขั้นนี้ตัวผู้แต่งเองก็จะนำไอเดียหรือเพลงที่แต่งไว้มาบันทึกเป็นไฟล์เสียงเพื่อให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เป็นตัวอย่างสำหรับศิลปินหรือผู้ที่จะมาเล่นเพลงนั้น ๆ ต่อไป โดยการบันทึกเสียงนั้นปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกอย่างมากมาย เช่น บันทึกในมือถือที่ห้องของตัวเองได้เลย หรือถ้าใครมีเวลาและงบประมาณสักหน่อย ก็สามารถไปบันทึกเสียงที่ห้องซ้อมดนตรีหรือห้องอัดได้เลย ส่วนใหญ่คุณภาพก็จะอยู่ตามราคาที่จ่ายไป โดยเพลงที่ออกมานั้นจะยังไม่ลงรายละเอียดลึกมากนัก อาจจะแค่บันทึกลงไปว่าท่อนอินโทรขึ้นอย่างไร ร้องอย่างไร ท่อนฮุคอย่างไร โดยไม่ได้คำนึงถึงย่านความถี่หรือการปรับที่ละเอียดมากนัก เพราะตัวเดโมนี้เอง ทางผู้แต่งสามารถนำไปเสนอค่ายเพลง หรือไปให้เพื่อนฟังเพื่อปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้นได้อีก

3. มาสเตอร์ริ่ง

ในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะเป็นการนำเพลง หรือเดโมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น มามิกซ์เสียงหรืออัดใหม่ โดยใส่ใจในรายละเอียดยิ่งกว่าเดิม เช่นในเรื่องของอารมณ์ของเสียงร้อง การวางไมค์ในห้องอัด การปรับแต่งทีละเครื่องดนตรีให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่งบประมาณของแต่ละคนจะมี ก่อนที่จะออกสู่โสตประสาทของแฟนเพลงหรือผู้ฟังต่อไป ทั้งสามขั้นตอนนี้อาจจะใช้คนเพียงแค่คนเดียว หรืออาจจะหลายคนมากก็ได้ ไม่มีอะไรตายตัวแน่นอน

การทำผลงานเพลงออกมาเพลงหนึ่งนั้นดูเหมือนจะไม่ยากเท่าไร แต่จริง ๆ แล้วต้องอาศัยความสามารถของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเพลงที่ทำอย่างที่สุด ซึ่งเป็นความสามารถที่ต้องอาศัยการฝึกฝน และใช้เวลากับประสบการณ์พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นคนเรียบเรียงเพลง หรือคนมิกซ์เพลงในห้องอัด เพื่อให้ผลงานออกมาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

น้องอยากฟังบ้าง…ดนตรีกับสัตว์เลี้ยงในบ้านคุณ

ดนตรีกับมนุษย์นั้นอยู่คู่กันมานานแสนนานแล้ว อดีตใช้เป็นเพลงประจำเผ่าบ้าง ผ่านไปใช้เป็นเพลงปลุกใจบ้าง ผ่านไปอีกใช้เป็นสิ่งโชว์ความสามารถบ้าง ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีดนตรีในหัวใจทั้งสิ้น เวลาจนมาถึงปัจจุบันที่ดนตรีพัฒนามาจากเดิมค่อนข้างมาก เริ่มจากเพื่อแสดงโชว์ งานอดิเรก จนสามารถนำไปใช้บำบัดโรคภัย อาการเครียด สิ่งรบกวนจิตใจ หรือแม้กระทั่งเพิ่มดัชนีความสุขให้แก่ตนเอง แต่ใครจะรู้บ้างว่าจริง ๆ แล้วนั้น นอกจากมนุษย์ ดนตรีก็มีผลกับสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

เหล่าสัตว์เลี้ยงในบ้านของเรานั้นมีพิสัยการได้ยินที่แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ อย่างสุนัขนั้นมีความสามารถในการได้ยินดีกว่ามนุษย์ถึง 16 เท่า และแมวตัวน้อย ๆ นั้นมีการได้ยินเสียงที่เป็นความถี่ต่ำเช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้ยิน แต่เสียงที่เป็นความถี่สูงนั้น แมวสามารถได้ยินดีกว่ามากมายเลยทีเดียว แมวจึงสามารถได้ยินเสียงร้องของหนูในบ้านหรือแมลงตัวเล็ก ๆ ได้ดีกว่าคนอย่างเรา จึงไม่แปลกที่เรามักจะเห็นแมวทำตาโต ไปด้อม ๆ มอง ๆ ในครัวอยู่บ่อยครั้งทั้งที่มนุษย์อย่างเรายังไม่ได้ยินอะไรเลย

มีการทดลองหนึ่งมีผลว่า การเปิดเพลงบรรเลงเปียโนนุ่ม ๆ ของโมซาร์ทแบบแผ่วเบา นั้น ทำให้บรรดาสัตว์ทดลองอย่าง แมว และหนู มีพัฒนาการทางสมองดีขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ผ่อนคลายขึ้น กระวนกระวายน้อยลง ความก้าวร้าวลดลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฟังเพลง และในกลุ่มที่ต้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ หรือโรคต่าง ๆ ก็มีผลทำให้สัตว์ตัวนั้น ๆ รับมือต่อสู้กับอาการบาดเจ็บไปในทางที่ดีขึ้น จึงมักนิยมใช้เพลงคลาสสิกในการช่วยผ่อนคลายสัตว์เลี้ยงให้มีอารมณ์ดี ในทางกลับกันมีการทดลองที่เปิดเพลงของวงร็อกชื่อดังอย่างเอซีดีซี กลับทำให้สัตว์เครียดมากขึ้น กระสับกระส่าย งุ่นง่าน และมีความก้าวร้าวมากขึ้นด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น แนวเพลงหรือตัวศิลปินไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลการทดลองข้างต้นแต่อย่างใด หากแต่เกี่ยวข้องกับโทนเสียง ความสูงต่ำ และความดังเบาของเพลงนั้น ๆ มากกว่า เนื่องจากสัตว์จะชอบในเสียงเพลงที่มีคลื่นความถี่ตรงกับตัวเอง จะรู้สึกผ่อนคลายได้มากกว่าดนตรีเร็ว ๆ หรือเปิดเสียงดังอันทำให้เกิดความเครียดและอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลถึงนิสัยที่ดุร้ายอีกด้วย

ปัจจุบันทุกคนสามารถหาเพลงให้บรรดาสัตว์เลี้ยงของตนเองได้ไม่ยากนัก ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หลายเว็บไซต์ก็มีให้เลือกฟังออนไลน์กันอย่างมากมาย สามารถเข้าไปเลือกเพลงที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของตนเองได้อย่างเต็มที่ แล้วลองสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงดูด้วยว่ามันเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือแย่ลง จะได้หาเพลงที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้องเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของเหล่าเพื่อนซี้ต่างสปีชี่ส์ของเรา ที่สำคัญก็จะส่งผลแห่งความสุขมาให้พวกเราเหล่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

Perfect Picth พรสวรรค์หรือคำสาป?

Perfect Picth นั้นคือความสามารถทางการได้ยินที่จะทำให้ผู้ที่เป็นนั้นได้ยินเสียงแล้วบอกได้ทันทีว่าเป็นโน้ตอะไร ไม่ว่าจะเป็นเสียงเดียวหรือหลายเสียง โน้ตดนตรีนั้นมีทั้งหมด 12 เสียง ไม่ง่ายเลยที่จะสามารถบอกได้ว่าโน้ตตัวนั้นคือเสียงอะไร ถ้าไม่ได้กำลังดูโน้ตบนกระดาษบรรทัด 5 เส้นอยู่ ผู้ที่เป็นก็จะสามารถแยกโน้ตทุกตัวออกจากกันแล้วบอกได้ว่าทั้งหมดเป็นโน้ตอะไรบ้างเพียงแค่ได้ยิน  ถ้าเปรียบเทียบเสียงเป็นสี ก็เหมือนกับผู้ที่เป็นจะได้ยินเป็นสี จึงแยกได้ชัดเจน แต่คนปกติจะได้ยินเป็นขาวดำ ทำให้ดูเหมือน ๆ กันไปหมด อีกทั้งความสามารถนี้ไม่ได้จำกัดอยู่กับเครื่องเครื่องดนตรีเท่านั้น เสียงจากธรรมชาติ อาทิเช่น เสียงนก เสียงรถยนต์ เสียงน้ำ ก็สามารถบอกได้อีกว่าอยู่ในระดับโน้ตอะไร

ความสามารถนี้เกิดจากอะไร?

เดิมทีจะเป็นที่รู้กันว่าความสามารถนี้จะต้องเป็นติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ปัจจุบันผลสรุปออกมาว่า Perfect Picth สามารถฝึกฝนให้เป็นได้ แต่ต้องอาศัยการฝึกซ้อม และความพยายามอย่างหนักเลยทีเดียว และในบางครอบครัว พ่อแม่เด็กจะเริ่มฝึกลูกของพวกเขาตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อหวังจะให้ได้เป็น Perfect Picth ในภายภาคหน้า

ดูเหมือนจะเป็นพรสวรรค์?

ข้อดีของผู้ที่เป็น Perfect Picth นั้นมีมากมาย แค่เปิดเพลงขึ้นมาก็สามารถรู้คีย์ของเพลงนั้นได้ทันที สามารถจินตนาการเสียงของโน้ตหลายตัวรวมกันเป็นคอร์ดในหัวได้ทันที สามารถตั้งเสียงของเครื่องดนตรีได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตั้งเสียง สามารถกลายเป็นนักดนตรีที่เก่งกาจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นผู้ที่เป็น Perfect Picth นั้นดูเหมือนดั่งว่าได้รับพรสวรรค์แบบฟ้าประทานเลยทีเดียว

มองเป็นคำสาปได้หรือไม่?

ดูเหมือนว่าความสมบูรณ์แบบเกินไปจะไม่มีอยู่จริง คำพูดที่ว่า เก่งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อน ดูเหมือนว่านำมาใช้กับในกรณีของ Perfect Picth ได้ดีเลยทีเดียว ในการที่ผู้ที่เป็นนั้นจะสามารถจำเสียงโน้ตต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำภายในหัวของพวกเขา ดังนั้นเวลาที่พวกเขาได้ฟังเพลงที่มีความถี่ต่างไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดจากการที่เครื่องเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดจากการแสดงสด เพราะเวลาที่นักดนตรีทำการแสดงนั้นมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถจะควบคุมเสียงให้ตรง Picth ตามค่ามาตรฐานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นผู้ที่เป็นจะรู้สึกขัดใจ หรือมีความตงิดอยู่ในหัว อันที่จริงข้อเสียเหล่านี้ก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร หากแต่จะทำให้ใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงเพลงได้ไม่ราบรื่นเท่าที่ควรนั่นเอง

ผู้ที่เป็น Perfect Picth หรือคนปกติทั่วไป ทั้งที่เป็นนักดนตรี หรือไม่ใช่ก็ตาม ควรรู้จักปรับตัวปรับความคิดบ้าง เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ข้อดีข้อเสียมีในทุกสรรพสิ่งเสมอ เพียงแต่เรานำข้อดีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วปรับตัวเพื่อให้ข้อเสียเหล่านั้น กลายเป็นไม่มีผลกับตัวเราก็เพียงพอแล้ว

อัพแอนด์ดาวน์  มาฟิตหุ่นด้วยเสียงดนตรีกันเถอะ

เคยไหม เวลาออกกำลังกายแล้วรู้สึกไม่กระปี้กระเปร่าอย่างที่ควร เนื่องจากเหนื่อยล้าจากที่ทำงาน หรือที่โรงเรียน ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ต้องเซย์เยส พยักหน้ากันหมดแน่ ๆ แต่เชื่อไหมว่า ถ้าคุณได้เปิดเพลงประกอบจังหวะ ในการออกกำลังกาย ไปด้วย จะทำให้คุณรู้สึกสนุกและเร้าใจกับการออกกำลังกายขึ้นมาอย่างทันทีเลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะอะไรกันนะ

เหตุผลที่คุณควรฟังเพลงในขณะออกกำลังกาย

ประเทศออสเตรเลียได้มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเสียงเพลงกับการออกกำลังกาย โดยได้ทดลองกับคนที่เข้ามาออกกำลังกายในโรงยิม จากผลการทดลองได้พบว่า ผู้คนที่ได้ฟังเพลงประกอบจังหวะในการเต้นไปด้วยรู้สึกกระปรี้กระเป่าและรู้สึกอยากออกกำลังกายมากขึ้น ตรงข้ามกับผู้ที่ไม่ได้เปิดเพลง เนื่องจากในระหว่างที่เราฟังเพลง ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลต่อร่างกายดังนี้

– ร่างกายลดความเครียด เนื่องจากเสียงเพลงจะช่วยฟื้นฟูและบรรเทาจิตใจทำให้เราลืมเรื่องทุกข์ร้อนใจต่าง ๆ และทำให้เราผ่อนคลายได้

– ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น จากผลการวิจัยข้างต้นที่ได้กล่าวไป ทำให้คนที่ออกกำลังกายแบบเปิดเพลงประกอบจังหวะดนตรีไปด้วยรู้สึกอยากออกกำลังกายมากขึ้นจริง ๆ ซึ่งความอยากนั้นเองจะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินไปกับเสียงเดนตรี จนลืมเวลาไปเลยว่าออกไปนานแค่ไหนแล้ว

– ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายดีขึ้น เสียงเพลงช่วยผ่อนคลายจิตใจทางด้านอารมณ์และยังส่งผลดีต่อร่างกายอีกด้วย เพราะเสียงเพลงจะช่วยบรรเทาความความเหนื่อยล้า ความเมื่อย ความเจ็บปวด ในส่วนกล้ามเนื้อต่าง ๆ ได้ ทำให้ในระหว่างที่เราออกกำลังกายอยู่นั้นเราจึงไม่ค่อยรู้สึกเจ็บปวดมากอย่างที่ควรจะเป็น

เซฟให้ไว 3 เพลง ชวนฟังระหว่างที่คุณออกกำลังกาย

การฟังเพลงในระหว่างการออกกำลังกาย ควรเลือกเพลงที่มีจังหวะที่เร้าใจ ฮึกเหิม ทำให้เรารู้สึกสนุก จะช่วยทำให้เราอยากออกกำลังกายมากขึ้น เราจึงได้ยกตัวอย่างเพลงที่มีจังหวะโดนใจ มาให้ได้ชมกัน

T26 โบกโบ๊กโบก จากหนังภาพยนตร์เรื่อง ป้าแฮปปี้ ชีท่าเยอะ ก็เป็นเพลงฮิตอีกหนึ่งเพลงที่ จังหวะชวนแก่การออกมาเต้นออกกำลังกายเป็นที่สุด แถมแต่ละท่า ก็เต้นตามได้ง่าย อีกด้วย

Despacito ของ Luis Fonsi – ft. Daddy Yankee เพลงฮิตจากต่างประเทศ ที่มีจังหวะที่สนุก ชวนแก่การเรียกเหงื่อเลย เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่มีคนออกมาทำคลิปเต้นกันทั่วโลก

Dura ของ Daddy Yankee เพลงสุดแสนเร้าใจกับจังหวะที่แสนลงตัวส่งผลให้เพลงนี้เป็นเพลงแดนซ์ที่เหมาะแก่การอัพแอนด์ดาวน์เป็นอย่างมาก

นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกหลายเพลงที่มีจังหวะที่แสนตื่นเต้นเร้าใจชวนแก่การออกกำลังกายอีกมากมายให้เราได้ฟังกัน เพราะฉะนั้นการเลือกฟังเพลงในระหว่างการออกกำลังกายที่ดีนั้น ควรเลือกเพลงที่สามารถกระตุ้นให้เราอยากที่จะออกกำลังกาย ไม่ใช่เพลงที่มีจังหวะเศร้า จนเกินไป จะทำให้ได้ผลตรงกันข้ามได้เนื่องจากว่าเสียงดนตรีนั้นมีผลต่อทั้งร่างกายและทางด้านอารมณ์จิตสำนึกของเรา เพราะฉะนั้นควรเลือกเพลงให้เหมาะด้วย

 

ตะลึง!! หยดน้ำและเสียง กับความลับ ที่หลายคนไม่เคยรู้

เราทุกคนต่างรู้กันดีว่า เสียงเพลงนั้นมีอิทธิพลกับจิตใจของคนเรามากน้อยเพียงใด เสียงดนตรีจังหวะสนุกๆสามารถทำให้คนเรามีความสุข เสียงเพลงเศร้าทำให้เรารู้สึกหดหู่และอินตามได้ แล้วคุณเชื่อไหม ว่า ธรรมชาติ ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้ขอหยิบยกตัวอย่างเรื่องการทดลองเกี่ยวกับผลึกน้ำสุดน่าอัศจรรย์ ของดร. มาซารุ อิโมโต แพทย์แผนใหม่จากแดนปลาดิบ การทดลองนี้จะน่าสนใจอย่างไรกันนะ? มาไขความลับกัน

ความสวยงามของผลึกน้ำจากเสียงเพลง

การทดลองของดร. มาซารุ เริ่มต้นจากใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงส่องในอุณหภูมิต่ำ โดยทำการแบ่งน้ำ หลาย ๆ ส่วน และเปิดเพลงหลากหลายแนว ทั้งเพลงร็อคที่มีคำหยาบคาย เพลงเบา ๆ สบาย ๆ รื่นหูที่มีเนื้อหาขอบคุณ เพลงรัก เพลงแม่ และเพลงเศร้า แล้วลองส่องกล้องดู ไม่น่าเชื่อว่า ผลึกของน้ำที่ได้รับเสียงแตกต่างกันนั้น มีผลึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย ผลึกน้ำของเพลง ร็อคหนัก ๆ เป็นผลึกที่มีรูปร่างเหมือนคลื่นน้ำวน ไม่มีความสวยงาม ไม่จับตัวกันเป็นผลึกเลย ผลึกของเพลงเศร้า มีลักษณะแตกตัวเป็นหยดน้ำ ไร้รูปร่าง กลับกันกับเนื้อเพลงที่มีเนื้อหาที่ฟังสบายที่มีรูปร่างตกเป็นผลึกสวยงามเป็นอย่างมาก คล้ายๆกับเกล็ดหิมะเลยทีเดียว

ส่อง 5 เพลงชวนฟัง รื่นหู สบายทั้งใจสบายทั้งกาย

Savage Garden – Truly Madly Deeply เพลงเนื้อหาสุดโรแมนติกบอกเล่าเรื่องราวของผู้ชายที่รักผู้หญิงคนหนึ่งจนหมดหัวใจ พร้อมที่จะดูแลผู้หญิงที่เขารักอย่างดีที่สุด

I Love You – Avril Lavigne   บทเพลงรักของสาวเท่เอลวี่ ที่เป็นเพลงรักอีกหนึ่งเพลงที่ใครฟังแล้วก็ต้องหุบยิ้มไม่ได้แน่ๆเพราะเนื้อเพลงมันช่างหวานซะเหลือเกิน

Ed Sheeran – Perfect กินใจ และรู้สึกซาบซึ้งเป็นที่สุดกับเพลงนี้  ซึ่งไม่ว่าใครต่างก็ยกให้เพลงนี้เป็นเพลงที่เหมาะสมที่เปิดตอนแต่งงานเป็นที่สุด โดยท่อนโดนใจคือ “Baby, I’m dancing in the dark, with you between my arms Barefoot on the grass, listening to our favorite song , When I saw you in that dress, looking so beautiful , I don’t deserve this, darling, you look perfect tonight” นั่นเอง

Miley Cyrus – Malibu เพลงสบาย ๆ กลิ่นอายน้ำตกและทะเลกับเพลงมาลิบู ซึ่งเนื้อหาจะเป็นประมาณ ไม่ว่าคุณจะเจอปัญหาอุปสรรคใดๆคุณก็จะมีฉันที่คอยอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ถือเป็นเพลงให้กำลังใจที่ดีของสาวไมลี่ย์ อีกหนึ่งเพลง

Bruno Mars – Just The Way You Are เพลงฮิตอีกหนึ่งเพลงของหนุ่มผิวสี บลูโน่ มาร์ ที่เป็นเพลงเนื้อหาให้กำลังผู้หญิงที่บอกว่า ผู้หญิงทุกคนน่ะ มีความสวยในแบบฉบับของตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย ขอแค่เป็นตัวเองก็เพียงพอ บวกกับเสียงหวาน ๆ ของเค้าสามารถฟังแล้วเคลิ้มได้ดีเลย

ที่กล่าวมาเป็นเพียงบทเพลงที่ยกตัวอย่างมาเท่านั้น ยังมีอีกหลากหลายเพลงที่มีเนื้อหาเพราะ ความหมายดีกินใจ ซึ่งเราสามารถหาฟังได้หลากหลายช่องทาง

รูปร่างของผลึกน้ำที่เปลี่ยนไปต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะว่า  ร่างกายของคนเรามีน้ำประกอบอยู่ 70 % เวลาที่เราฟังเพลงนั้นจึงมีผลกับจิตใจเรา และรวมไปถึงสภาพแวดล้อมด้วย ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึง น้ำ เปิดเพลงที่ฟังสบาย เราก็จะรู้สึกสบายผ่อนคลาย น้ำก็จะเป็นผลึกสวย กลับกันถ้าฟังเพลงเศร้า ผลึกของน้ำก็จะเปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้น แสดงว่าพลังของเสียงนั้นมีผล ทั้งเรื่องของเสียงเพลง และเรื่องของคำพูด เราจึงควรปฏิบัติตัวให้ดี ๆ คิดดี ทำดี พูดดี ก็จะทำให้สภาวะรอบตัว คนรอบข้างดีไปด้วย

 

มาแล้ว #inmyfeelingschallenge กับเทรนด์ใหม่ชวนคุณออกมาแดนซ์นอกรถ!

ทุกวันนี้อะไร ๆ ก็เข้าถึงง่ายไปหมด ทั้งข่าวสาร เรื่องราว ต่าง ๆ เพราะมีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราได้รับรู้อย่างรวดเร็ว ฉับไว รวมไปถึงเรื่องของเทรนด์ กระแสชาเล้นจ์ต่าง ๆ ที่ไวมาก เพราะมีการติดแฮชแท็ก  ซึ่งปัจจุบันมีชาเล้นจ์แปลก ๆ มากมาย  และล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีเทรนด์การเต้นแนวใหม่ โดยเปิดจังหวะเพลงฮิตมัน ๆ ในรถ เพื่อให้คนในรถทนไม่ไหวออกมาเต้นข้างนอก จนเป็นกระแสแฮชแท็กคือ #inmyfeelingschallenge  ซึ่งมีเหล่าคนดังได้ออกมาทำคลิปกันแล้ว อย่างฝั่งบ้านเราก็มีกระแต อาร์สยาม และหนุ่มซีดี กันต์ธีร์ แร็ปเปอร์จากรายการดัง the rapper ก็เล่นตามกับเขาด้วย ซึ่งการทำชาเล้นจ์นี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เวลาเราฟังเพลงที่ชอบในรถแล้วความรู้สึกที่อยากแสดงออกให้ทุกคนได้รับรู้ เป็นอย่างไรนั่นเอง

ย้อนดูเพลงชาเล้นจ์โดนใจวัยรุ่นที่ฟังแล้วต้องลุกเต้นตาม

จากกระแสมาแรงของโลกออนไลน์ที่ทำให้ตอนนี้มีเทรนด์แดนซ์ต่าง ๆ เข้ามาให้เหล่าวัยรุ่นทั่วโลกได้ทำตามกันอย่างมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะมาย้อนดูกันว่า เพลงไหน ที่เป็นกระแสแดนซ์ โด่งดังไปทั่วโลกบ้าง

SCOOBY DOO PAPA  ของ DJ Kass  เพลงจังหวะมัน ๆ ที่ชวนเต้นเป็นอย่างมาก เพลงมีจังหวะดนตรีที่แสนเร้าใจ จนทำให้เกิดแฮชแท็ก #ScoobyDoDanceChallenge ขึ้นมา เรียกได้ว่าพอเปิดเพลงนี้ปุ๊บก็ต้องมีคนอยากจะเต้นปั๊บเลยทีเดียว

El Chombo ของ Dame Tu Cosita feat. Cutty Ranks ไม่ว่าใครได้ฟังเพลงนี้ก็ต้องร้องอ๋อ เพราะเอกลักษณ์ของเพลงนี้เลยคือเจ้ามนุษย์ต่างดาวตัวเขียว ที่ออกมาแดนซ์ท่าสุดเย้ายวนเรียกเสียงหัวเราะให้ผู้คนที่ได้ฟังอย่างมากมาย และเพราะคาแรคเตอร์อันโดดเด่นนี้เอง ทำให้เจ้าตัวนี้โด่งดังจนมีผู้คนทั่วโลกออกมาอัดคลิปเต้นตามกันเป็นแถว

HarlemShake กระแส HarlemShake เรียกได้ว่าดังเอามาก ๆ ในยุคปี 2013 เพราะในบ้านเราก็มีคนออกมาทำคลิปตามกันอย่างมากมาย โดยการอยู่กับกลุ่มคนหลาย ๆ คน แล้วเริ่มจากการเปิดเพลง HarlemShake แล้วให้คนหนึ่งออกมาแดนซ์ก่อน จนพอจังหวะเปลี่ยนคนในกลุ่มค่อยลุกขึ้นมาเต้นตาม เรียกได้ว่าเป็นกระแสรียกเสียงหัวเราะได้ดีทีเดียว

PPAP ของ PIKOTARO เพลงสุดกวนจากฝั่งแดนปลาดิบ สำหรับชาเล้นจ์นี้ก็มีคนดังออกมาทำตามกันอย่างมากมาย เพราะท่าเต้นนั้นน่ารักซะเหลือเกินโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ปากกา แอปเปิล ที่เรียกได้ว่าหลอนติดหูเอามาก ๆ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลองฟังก็ควรจะลองฟังดูแล้วจะหลอนไปหลายวันเลยทีเดียว

Gwiyomi ของ hari นักร้องน้ำเสียงน่ารักจากแดนกิมจิ ที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็เคยได้ยิน เพราะเพลงนี้โด่งดังเป็นอย่างมากในบ้านเราเพราะมีเหล่าดาราเน็ตไอดอลออกมาทำคลิปกันเป็นจำนวนมาก เพราะท่าเต้นเพลงนี้มันน่ารักเกินจริง ๆ

Juju On That Beat ของ Zay Hilfigerrr & Zayion McCall ดังไม่แพ้อันอื่นเลยก็เพลงจังหวะฮิปฮอปเท่ ๆ อย่างเพลง Juju On That Beat ด้วยเสียงที่เพราะแล้วยังมีท่าเต้นสุดกวนที่ออกมาทำให้สายฝอยังเรา ๆ ออกมาทำชาเล้นจ์นี้กันเป็นแถว

โดยในยุคปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่อินเทอร์เน็ตถือเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งในชีวิตไปแล้ว เพราะฉะนั้นเทรนด์หรือกระแสทางโลกออนไลน์ต่าง ๆ ก็มีปะปนกันทั้งดีและไม่ดี เพราะฉะนั้นเราควรใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองสิ่งนั้น ๆ ให้ดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้น อาจจะส่งผลเสียแก่ตัวเราก็เป็นได้

 

คนหูหนวกฟังเพลง เล่นดนตรี ได้ไหม ?

คนพิการทางการได้ยิน มักจะไม่เคยได้ยินเสียงมาก่อนเลยในชีวิตตั้งแต่โดยกำเนิด พวกคุณเคยสงสัยไหมว่า คนหูหนวก พวกเขาฟังเสียง หรือ เล่นดนตรีกันได้ไหม สามารถทำได้หรือเปล่า นี่เป็นเพียงการตั้งคำถามเล่น ๆ ที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาเหล่านี้สามารถทำได้ และยังทำได้ดีอีกด้วย

ความมหัศจรรย์ของร่างกายทดแทนความบกพร่องทางการได้ยิน

                คนหูหนวกสามารถรับรู้เสียงผ่านจากการสั่นสะเทือนของเสียงนั่นเอง ซึ่งจะรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ที่สมองส่วนเดียวกับที่คนหูปกติใช้ในการฟัง เพราะฉะนั้นคนหูหนวกจึงสามารถเรียนรู้และเข้าใจในทฤษฎีทางดนตรีได้ เราจึงขอยกตัวอย่างบุคคลที่มีความพิการทางการได้ยิน แต่ความสามารถทางการเล่นดนตรี มาให้ได้ดูกัน

Mandy Harvey

สาวสวย วัย 29 ปี ซึ่งเธอเป็นผู้พิการทางการได้ยินที่ต้องใช้การสื่อสารทางภาษามือเท่านั้น แต่นี่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการทำตามความฝันของเธอ แมนดี้เข้าร่วมประกวดแข่งขันรายการ อเมริกาก็อตทาเลนท์ โดยทุกคนต่างก็สงสัยว่าเธอจะมาโชว์อะไรในรายการนี้ ซึ่งเธอก็ได้ขึ้นไปบนเวทีอย่างมั่นใจ พร้อมอูคูเลเล่ข้างกาย แล้วบอกว่าเธอนั้นจะมาโชว์ ร้องเพลง เธอถอดรองเท้าออก เพื่อให้เท้าแนบกับพื้น เธอบอกว่านี่เป็นวิธีการจับจังหวะเพลงจากการสั่นสะเทือนของพื้นพร้อมกับดีด อูคูเลเล่ไปด้วย แล้วเธอก็แสดงโชว์นี้ออกมาอย่างเพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบจนทุกคนต่างซาบซึ้งและทึ่งกับความสามารถของเธอ พร้อมส่งเสียงให้กำลังใจเธอ จนทำให้คณะกรรมการคนหนึ่งไปกดปุ่ม Golden Buzzer นั้นหมายความว่าเธอได้ผ่านเข้ารอบ และทะลุไปถึงรอบการแสดงสด โดยไม่ต้องผ่านรอบต่าง ๆ ที่เหลือเลย ซึ่งถือว่าแมนดี้สามารถแสดงให้ทุกคนรับรู้ได้ว่า คนหูหนวกก็สามารถร้องเพลง และเล่นดนตรีได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงก็ตาม

ลุดวิจ ฟาน บีโธเฟน

ไม่มีใครไม่รู้จักกับ ชื่อของคีตกวีชื่อดังที่สุดในโลกคนหนึ่ง ที่ต้องจารึกเขาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ บีโธเฟน เป็นนักเปียโนชาวเยอรมันที่มีความอัจฉริยะทางดนตรีแบบหาตัวจับยาก แต่เขามีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกับนักดนตรีทั่วไปคือหูของเขานั้นหนวกสนิททั้งสองข้าง นั่นหมายความว่า เขาไม่สามารถได้ยินเสียงอะไรต่าง ๆ ได้เลย  บีโธเฟนเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เนื่องจากพ่อบังคับให้เล่น เพราะปัญหาทางบานที่ขัดสน โดยพ่อของเขาต้องการให้เขาเป็นอัจฉริยะเหมือนโมสาร์ท จนอายุ 17 เขาก็ได้มีโอกาสแสดงโชว์เล่นเปียโนให้โมสาร์ทฟัง จนโมสาร์ทเอ่ยปากชมบอกว่า จงจับตาหนุ่มน้อยคนนี้ไว้ให้ดี ในอนาคตเขาจะต้องเป็นนักเปียโนที่สร้างผลงานให้คนทั้งโลกต้องจดจำเขาเป็นแน่

หลังจากนั้นไม่นานบีโธ่เฟนก็ฉายแววความอัจฉริยะทางดนตรีให้คนทั้งโลกได้ฟังขึ้นมาจริง ๆ และได้สร้างสรรค์ผลงานออกมามากมาย  ซึ่งเพลงฮิตที่เป็นเพลงอมตะนิรันดร์กาลครองใจนักดนตรีและผู้ฟังดนตรีทุกยุคทุกสมัยก็ คือ เพลง Symphony หมายเลข 5,6,7 และ 9 ซึ่งตอนที่เค้าแต่ง symphony หมายเลข 9

แม้หูของเค้านั้นดับสนิท แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาเลย ความพิเศษของซิมโฟนีบทนี้ก็คือ เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำการขับร้องมาประกอบในบทเพลงซิมโฟนี

จะเห็นได้ว่า  ถึงแม้ว่าคนหูหนวกจะไม่สามารถได้ยินเสียงได้ แต่ร่างกายก็สามารถทนแทนความบกพร่องเหล่านั้นให้พวกเขาสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนของเสียงได้ และสามารถเรียนรู้เรื่องของดนตรีได้ด้วย ดังนั้นคนหูหนวกจึงมีความสามารถทางดนตรี ไม่แพ้คนปกติเลยล่ะ

 

นอนไม่หลับ หลับยาก ฟุ้งซ่านก่อนนอน ฟังเพลงซิช่วยได้

“นอนหลับ” เป็นหนึ่งในการพักผ่อนที่ดีที่สุด  คนเราควรจะนอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง แต่ก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนเคยประสบปัญหาการนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทอย่างแน่นอน อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น มีเรื่องต้องคิด สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เสียงดัง มีแสงอยู่ในห้อง กินกาแฟ ตื่นเต้นกับเรื่องพรุ่งนี้ ฯลฯ

ปัจจุบันก็มีหลายวิธีที่จะช่วยให้นอนหลับออกมามากมาย ทั้งการกินวิตามิน นมหรือยานอนหลับ การออกกำลังกาย นอนนับแกะ ใส่ผ้าปิดตา ฯลฯ แต่วันนี้มีอีกหนึ่งวิธีมานำเสนอ นั่นคือ “การฟังเพลง” นั่นเอง  

รู้ไว้ก่อน ! อาการนอนไม่หลับมีทั้งหมด  2 ชนิด

                อาการนอนหลับประเภทแรกได้แก่ นอนไม่หลับเรื้อรัง (นอนไม่หลับเกิน 1 เดือนขึ้นไป) แบบนี้ควรพบแพทย์และรักษาอย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะความเครียดแล้ว การหายใจและกล้ามเนื้ออาจจะมีปัญหา ประเภทที่ 2 คือนอนไม่หลับเนื่องจากการปรับตัว เป็นไม่กี่คืนก็เข้าสู่โหมดปกติได้แล้ว คนพวกนี้จะมีอาการหลับยาก หลับไม่สนิท สาเหตุเกิดจากตื่นเต้นหรือเครียดมาก ๆ เช่น พรุ่งนี้ประชุม ทะเลาะกับแฟน โรงเรียนเปิดเทอม หรือต้องเดินทางไปในที่เวลาต่างออกไป เมื่อความเครียดหายไป อาการแบบนี้ก็จะหายไปด้วย อาจใช้วิธีออกกำลังกาย กินยา หรือฟังเพลงเพื่อช่วยบรรเทาได้

เครื่องดนตรีแบบนี้ที่ช่วยให้นอนหลับเต็มที่

สาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่นอนไม่หลับ หลัก ๆ ก็เกี่ยวกับความเครียด ความกังวล ความโกรธ ฯลฯ ซึ่งจากวิจัย เสียงของเครื่องดนตรี จะช่วยให้คลื่นสมองของคนเราเปลี่ยนและผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งเครื่องเป่า เครื่องสาย จะให้ช่วยความเกลียด โกรธ ความร้อนรุ่มในใจลดลงได้ เพราะจะไปกระตุ้นการทำงานของสมองลิมบิก ซิสเต็ม ซึ่งเป็นสมองส่วนควบคุมอารมณ์  เครื่องเคาะจังหวะ จะไปช่วยกระตุ้นก้านมองและไขสันหลัง ทำให้เราทรงตัวได้ดี เครื่องสายเสียงสูงจะกระตุ้นสมองส่วนนีโอคอร์แท็กซ์ ฟังแล้วช่วยให้เกิดปัญญา แก้ไขปัญหาได้ดี แบบนี้เลือกได้แล้วใช่ไหม ว่าจะฟังเพลงแบบไหนถึงจะนอนหลับ

เปิดเพลย์ลิสต์ ฟังเพลงนี้ซิ หลับเป็นตายอย่างแน่นอน

                ก่อนอื่นขอแนะนำว่าเพลงที่จะฟังช่วยให้นอนกลับนั้น ควรเป็นเพลงช้าหรือฟังคลอ ๆ มาเปิด EDM หรือเพลงร็อกก็คงจะไม่ได้ เราขอเริ่มที่เพลง In Your Atmosphere ,Free Fallin ของ John Mayer เป็นเพลงแนวอะคูสติก  มีเสียงกีตาร์เคลิ้ม ๆ ฟังสบาย อีกแนวเพลงที่ชอบให้หลับได้อย่างดี คือเพลงแนว New Age หรือเพลงผสมผสานเครื่องดนตรีและเสียงธรรมชาติเข้าด้วยกัน เช่นเพลง Only Time และ Book of Days จาก Enya หรืออีกแนวเพลงเคลิ้มจากวง The 1975 fallingforyou  ก็ช่วยให้ดำดิ่งได้ง่าย ๆเหมือนกัน เพลงสุดท้ายที่แนะนำคือ เพลง City of Stars จากภาพยนตร์เรื่อง La La land เนื้อหาน่ารัก ดนตรีเพราะหลับฝันดีแน่นอน นอกจากนี้แล้วให้ลองหาเพลง ที่มี “คลื่นเดลต้า”หรือ”เสียงธรรมชาติ” เช่น สายน้ำ นกร้อง บรรยากาศในป่า ๆ หน่อย ก็หลับเป็นตายแน่นอน

                ถ้าใครกำลังประสบปัญหาการนอนไม่หลับบ่อย ๆ ก็อย่าปล่อยปละละเลยนะ เพราะจะทำให้พักผ่อนน้อย น้ำหนักเพิ่ม แถมทำงานไม่รู้เรื่อง บทเพลงจะช่วยบรรเทาช่วยได้เยอะมาก บอกเลยว่าหลับสบายแน่นอนแถมตื่นเช้ามาก็สดชื่นมากกว่านอนนับแกะธรรมดา ๆ หรือกินยา ขอให้นอนหลับฝันดีกันนะ